คุยกับผู้เชี่ยวชาญ ด้านผิวพรรณและความงาม


ประวัติผู้เชี่ยวชาญ


ชื่อ
  • พญ.ฤทัยชนก สมปอง (หมอน้ำ)
การศึกษา
  • จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปี2550
  • ไปดูงานที่ศูนย์ผิวหนังที่ Boston University เมื่อปี2554
  • จบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปฎิบัติการผิวหนัง เดือนพฤษภาคม 2557
ปัจจุบัน
  • ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์ ที่ศูนย์เลเซอร์ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

ประวัติผู้เชี่ยวชาญ


ชื่อ
  • นาย ธนกฤต อนุพันธ์
ปัจจุบัน
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม Purecare by bsc

ถาม - ตอบปัญหาด้านผิวพรรณและความงาม

ผลกระทบจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทำร้ายผิวและระบบทางเดินหายใจ ?

กรุงเทพ ฯ และจังหวัดใกล้เคียงยังคงปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง PM 2.5 งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่านอกจากฝุ่นละอองจะสามารถผ่านเข้าไปในร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ แล้วยังสามารถแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนัง และก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย

สำหรับผลกระทบที่ฝุ่นละออง PM 2.5 ต่อผิวแบ่งเป็น

1. ผลกระทบต่อผิวระยะสั้น: ก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)
2. ผลกระทบต่อผิวระยะยาว: เนื่องจากสารอนุภาคละอองฝุ่นอนุภาคที่มีอนุภาคเล็ก (PM2.5) มักเป็นสารประกอบพวกคาร์บอน มีคุณสมบัติละลายได้ดีในน้ำมัน จึงสามารถผ่านเข้าไปยังเซลล์ผิวหนังได้ โดยอนุภาคละอองฝุ่น จะทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น กับผิวหนัง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิว เกิดริ้วรอย ทำให้ผิวหมองคล้ำ และเกิดจุดด่างดำตามมาได้

**งานวิจัยเมื่อปี 2010 เรื่อง ผลกระทบของฝุ่นละอองในอากาศที่มีต่อการเสื่อมสภาพของผิว โดยแอนเดรีย เวียร์คอตเตอร์ และคณะนักวิจัยจากประเทศเยอรมนี พบว่า การเผชิญมลพิษทางอากาศสัมพันธ์กับการเสื่อมสภาพของผิวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจุดด่างดำบริเวณหน้าผากจะเพิ่มขึ้น 22% และ 20% บริเวณแก้ม เมื่อพบเจอกับฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นหนึ่งพิสัยควอไทล์ (IQR) ส่วนอนุภาคจากการจราจรที่เพิ่มขึ้นหนึ่งพิสัยควอไทล์นั้นจะทำให้จุดด่างดำบริเวณหน้าผากสูงขึ้น 16% และบริเวณแก้มสูงขึ้น 17%
**การดูแลป้องกันง่ายๆ ได้แก่ การเลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยนทำความสะอาดใบหน้า ร่วมกับใช้ครีมกันแดดทุกเช้า และอย่าลืมทาครีมบำรุงเป็นประจำเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นและดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ก็จะทำให้ผิวแข็งแรงได้ค่ะ#ฝุ่นละออง#ฝุ่นPM2.5#ผิวหนัง#โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ทราบหรือไม่ ฝุ่นPM2.5 ทำร้ายผิวอย่างไรบ้าง?

ทราบหรือไม่คะว่า #ฝุ่นPM2.5 ทำให้โรคผิวหนัง 5 โรคนี้กำเริบได้นะคะ
✔️1. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) เป็นอาการของผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทำให้ผิวแห้ง แดง คันโดยเฉพาะบริเวณ ข้อมือ ข้อศอก หัวเข่า แขน ขา เป็นต้น

2. โรคสะเก็ดเงิน อย่างที่ทราบกันว่าโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ
ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และถูกกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นหวัด ความเครียด และฝุ่นละอองมลภาวะต่างๆ เป็นต้น

3. โรคลมพิษ เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคลมพิษอาจมีทั้งทราบสาเหตุของโรคได้อย่างแน่นอน และในบางรายก็ไม่อาจทราบสาเหตุได้ โดยอาจแปรผันไปตามสภาพร่างกาย สภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล อีกทั้งสภาวะอากาศที่ฝุ่นละอองเยอะในปัจจุบันก็เป็นอีกปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคได้

4. สิวเห่อขึ้น เนื่องจากมลภาวะทางอากาศคือหนึ่งตัวการที่ทำให้เกิดสิว ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เรียกว่า PM 2.5 สามารถแทรกซึมผ่านชั้นผิวหนัง เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับน้ำมันเคลือบผิว ซึ่งทำให้มีการสร้างไขมันมากขึ้น จนไปทำลายขั้นตอนของการผลัดเซลล์ผิวทำให้ มีเซลล์ผิวที่ตายแล้วตกค้างบนผิวหน้าทำให้เกิดสิวอุดตัน และสิวอักเสบตามมาได้

5. ฝ้า กระ จุดด่างดำบน เนื่องจากอนุภาคละอองฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) จะทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับผิวหนัง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิว เกิดริ้วรอย ทำให้ผิวหมองคล้ำ และเกิดจุดด่างดำตามมาได้ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วจากงานศึกษาวิจัยจากเยอรมัน และจีนในโพสต์ก่อน

**อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าการฉีดโบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์ต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพราะจริงๆแล้วไม่ว่าจะทำหัตถการอะไรก็ตามที่มีแผลบนใบหน้า หรือการฉีดที่มีทางเข้าของเข็มก็ควรระวังเป็นพิเศษเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฝุ่นเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้นจึงอาจทำให้อักเสบหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น สรุปคือไม่ได้ห้ามฉีดนะคะ แต่ฉีดแล้วควรระวังป้องกันฝุ่นมากขึ้นเท่านั้นเองค่ะ

**การดูแลปกป้องผิวง่ายๆ ได้แก่ หลังจากกลับจากไปเจอฝุ่นควรรีบอาบน้ำทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายโดยเลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยนไม่ทำร้ายผิว ร่วมกับใช้ครีมกันแดดทุกวัน และอย่าลืมทาครีมบำรุงเพื่อเคลือบผิวไว้ด้วยนะคะ
#ฝุ่นPM2.5#โรคผิวหนังจากฝุ่น#หน้ากากอนามัย#หน้ากากN95
เรื่องที่สาวๆหลายคนกังวลกับการแก่ก่อนวัย และจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไร ?
“อันดับแรกเราควรจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแก่ก่อนวัยก่อนนะคะว่าเกิดได้จากสาเหตุทั้งภายในและภายนอก สาเหตุภายในเช่น กรรมพันธุ์ ซึ่งทำให้บางคนผิวแห้งมากแพ้ง่าย (Atopic dermatitis) ส่งผลให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าคนในวัยเดียวกัน สาเหตุภายนอกที่สำคัญคือแสงแดดที่ได้กล่าวไปแล้วในสัปดาห์ก่อนๆ ฝุ่นละออง มลภาวะต่างๆ ควันบุหรี่ เป็นต้น

ดังนั้นวิธีการป้องกันเราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่ทำร้ายผิว ทานอาหารให้ครบ5หมู่เน้นกินผัก ผลไม้หลากสี กินอาหารธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ8 แก้ว และควรทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโอนไม่ทำร้ายผิว ทาครีมบำรุงบ่อยๆเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ และที่ขาดไม่ได้คือ การทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องจากรังสี UVB และ UVA โดยเลือกจากค่า SPF และ PA+++ซึ่งการเลือกค่า SPF(sun protection factor) ทาง FDA ของอเมริกาปี2011 ได้แนะนำให้ใช้ SPF up to 50+, Broad spectrum , Water resistant (40minutes) or Water resistant (80 minutes) อย่างลืมเอาไปลองปรับใช้ดูนะคะ”
วันนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับการรักษาฝ้า หรือ Melasma มีวิธีการรักษาอย่างไร มีอะไรทาให้จางได้บ้าง ?

“อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าฝ้า(melasma) เป็นรอยปื้นดำคล้ำซึ่งเกิดขึ้นส่วนใหญ่บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง มีการรักษาด้วยกันหลายวิธี เริ่มตั้งแต่ การทายาฝ้าซึ่งยาหลักๆเป็นพวกไฮโดรควิโนนครีม 2%-4% (ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน) แต่ควรใช้ในความดูแลของแพทย์นะคะ*** ยาทาพวกกรด วิตามินเอ จะช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดหลุดลอกได้เร็วขึ้น และยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ นอกจากนั้น ยังมีวิธีการลอกหน้าด้วยสารเคมี (chemical peeling) หรือการทำเลเซอร์รักษาฝ้า แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเลือกการรักษาวิธีใด ควรตระหนักไว้เสมอนะคะ ว่าฝ้าเป็นโรคที่พอรักษาก็จะจางลง แต่ไม่หายขาด และที่สำคัญคือต้องป้องกันแสงแดดโดยการทาครีมกันแดดทุกวันด้วยนะคะ”

รูขุมขนกว้างควรทำอย่างไร ?
“ต้องบอกก่อนว่า รูขุมขนกว้าง(Enlarged pores) เป็นปัญหาที่พบได้ในหลายๆคน ซึ่งปัจจัยกระตุ้นได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น(aging), การโดนแดดต่อเนื่อง(chronic ultraviolet exposure), ระดับ hormone ที่เปลี่ยนแปลงในเพศหญิง แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง คือ ระดับของการผลิตไขมันบนใบหน้า(the degree of sebum production) ดังนั้นการรักษาจึงเน้นที่การลดการผลิตไขมัน(Sebum)บนใบหน้า เช่น การผลัดเซลล์ผิว (Glycolic acid peeling) หรือการทำเลเซอร์แบบไม่มีแผล เช่น IPL, Q-switched 1064 nm Nd:YAG laser, Fractional non-ablative laser เป็นต้นค่ะ”
ถ้ามีผิวกายที่กระดำกระด่างทำยังไงผิวถึงจะดูขาวใสขึ้น ?
“แรกควรเริ่มจากการทายาก่อน เช่น ยาพวกกรดวิตามินเอช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นบน นอกจากนั้นอาจเสริมโดยการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนที่ด่างดำด้วยสารเคมี (Chemical peeling) หรือการทำเลเซอร์ชนิดที่ไม่มีแผลที่บริเวณรอยด่างดำ เพราะแสงเลเซอร์จะทำลายเฉพาะเม็ดสีทำให้เกิดการแตกสลายของเม็ดสี ผลคือรอยดำคล้ำจางลงแลดูผิวเนียนขึ้นค่ะ”
การใช้ retin-A รักษาสิวว่าควรใช้นานเท่าไรเมื่อสิวดีขึ้นแล้ว ?
“อย่างแรกต้องบอกก่อนว่า Retin-A หรือที่รู้จักกันดีในกลุ่ม Topical Tretrinoin หรือเรียกว่า กรดวิตามินเอ นอกจากรักษาสิวแล้วยังช่วยเรื่อง photoaging หรือเรื่องจุดด่างดำของผิวหนังที่ถูกทำลายโดยเเสงแดด โดยหลายๆการศึกษาวิจัยพบว่าการทากรดวิตามินเอ(Including tretinoin and tazarotene cream) จะทำให้ริ้วรอยตื้น(fine wrinkling) และช่วยให้จุดด่างดำบนใบหน้าจางลงเมื่อใช้ต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา3-6 เดือน สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังแพลนจะมีบุตรการทา Topical Tretinoin, Adapalene, Isotretinoin ถือเป็น Pregnancy Category C หมายถึง ยาที่ยังไม่มีผลการศึกษาที่เพียงพอ ทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าค่ะ”